วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วิชาค้นคว้าอิสระ (IS)

วิชาค้นคว้าอิสระ (IS) เรื่อง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

    ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีอยู่มากมายหลายชนิด ซึ่งในที่นี้จะยกตัวอย่างผลไม้มา 10 ชนิดที่ทุกคนรู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม  ประโยชน์ของผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีคุณประโยชน์อยู่มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดก็จะมีประโยชน์แตกต่างกันไป ดังนี้

อาไซอิ เบอร์รี่ (Acai Berry)
   มีต้นกำเหนิดและขึ้นอยู่เฉพาะในบริเวณของ"ป่าAmazon" ถือเป็นผลไม้ลึกลับ ที่น้อยคนในโลกจะรู้จักมัน มีการค้นพบว่า ก่อนออกรบทุกครั้ง นักรบโบราณชาวอาแมเนี่ยน จะไปเก็บผลไม้ศักด์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง มาทานร่วมกัน เพราะเชื่อว่า สามารถ เพิ่มพละกำลังในการรบได้อย่างมหาศาล และในปัจจุบันวง การโภชนาการและเภสัชกร ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบกับประสิทธิภาพที่สามารถ บำบัดรักษาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้อย่างอัศจรรย์ 


บิลเบอร์รี่ (Bilberry)
เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ในตระกูล Ericaccae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Vaccinium myrtillus ซึ่งเป็นพืชสายพันธุ์ใกล้เคียง กับ Blubery ของแถบอเมริกาเหนือ เราจะพบบิลเบอร์รี่ มากในประเทศแถบยุโรป แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษและยุโรปตอนเหนือ มักจะนิยมนำผลบิลเบอร์รี่สุกมาทำเป็นแยมมานานกว่า 100 ปีแล้วนอกจากนี้ยังนำส่วนของใบและก้าน ไปทำเป็นผลแห้งเพื่อทำเป็นผงชาสำหรับดื่มเพื่อสุขภาพกันอย่างแพร่หลายอีกด้วย  บิลเบอร์รี่ประกอบด้วยสารจำพวกฟลาโวนอยด์  ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง  สารชนิดนี้ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของไต ช่วยรักษาผู้ที่มีเส้นเลือดฝอยเปราะในอวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียอีกด้วย
1. อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์
     
ในผลบลูเบอร์รีเต็มไปด้วยวิตามินเอ บี ซี และอี นอกจานี้ยังมีสารทองแดง สังกะสี และสารต้านอนุมูลอิสระอีกมากมาย ซึ่งสารเหล่านี้ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในร่างกาย และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับระบบภูมิคุ้มกันอีกต่างหาก นอกจากนี้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ยังช่วยฟื้นฟูและสร้างเซลล์ในสมอง รวมทั้งระบบประสาทตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มาก ๆ เลย

2. แหล่งของธาตุแมงกานีสชั้นดี
      นอกจากแคลเซียมแล้ว แมงกานีสที่อยู่ในบลูเบอร์รียังเป็นอีกหนึ่งสารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนสารอาหารต่าง ๆ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เป็นพลังงานด้วย รับรองเลยว่าบลูเบอร์รีช่วยให้ฝันของคนอยากผอมได้กลายเป็นจริงแน่ ๆ เพียงแค่นำบลูเบอร์รีมารับประทานแทนของหวานทั้งหลายเท่านั้นเอง
 3. เต็มไปด้วยไฟเบอร์ชั้นยอด
       หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบทานผักต่าง ๆ ควรจะหันมาทานบลูเบอร์รีให้ได้อย่างน้อย 1 ถ้วยต่อวัน เพราะผลไม้ชนิดนี้จะให้ไฟเบอร์ตามที่ร่างกายต้องการเลย ที่สำคัญไฟเบอร์จากผลบลูเบอร์รียังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งทำให้หัวใจของคุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายอื่น ๆ ด้วย

 4. ไร้ไขมัน
     บลูเบอร์รีนอกจากจะอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นกับร่างกายแล้ว ยังเป็นอาหารที่ปราศจากไขมันด้วย ดังนั้นคุณสามารถหยิบขึ้นมาทานได้ทุกเวลาที่ต้องการเลย ไม่เพียงเท่านั้นบลูเบอร์รียังมีส่วนในการช่วยลดไขมันส่วนเกิน และรักษาระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกายด้วย หากใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ก็อย่าลืมหยิบมาทานกันเยอะ ๆ นะ 

5. ต่อต้านเหล่าแบคทีเรีย 
      นอกจากจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบต่าง ๆ แล้ว บลูเบอร์รียังมีคุณสมบัติในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียอีกด้วย โดยเฉพาะป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ นอกจากนี้ผลไม้สีม่วงชนิดนี้ยังช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียอื่น ๆ ที่เข้ามาทำร้ายร่างกายของคุณได้อีกต่างหาก

6. ป้องกันมะเร็ง 


          ในผลบลูเบอร์รีประกอบด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย อันได้แก่ กรด Pterostilbene และกรด Ellagic หนึ่งในสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่ช่วยป้องกันการทำลายผนังเซลล์ในร่างกาย และป้องกันการก่อตัวของเนื้อร้าย ที่เป็นจุดกำเนิดของมะเร็งด้วย โดยเฉพาะบริเวณตับและลำไส้ของคุณ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ชอบทานบลูเบอร์รีเป็นประจำ ก็จะยิ่งลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งให้ลดน้อยลงด้วย 






แบล็กเบอร์รี่ (Blackberry)
แหล่งรวมของกรดฟีโนลิก วิตามินซี และโฟเลตสูง ที่ช่วยเสริมสร้าง ฟื้นฟูคอลลาเจนได้ดี และยังมีสารเคมีอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า ซาลิไซเลต สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจได้ แบล็กเบอร์รีป่าหรือแบล็กเบอร์รีที่โตตามธรรมชาติเป็นไม้ที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในป่า ตามเนินเขา ตามแนวพุ่มไม้ และตามพุ่มไม้สองข้างทางหรือสองข้างถนน เป็นไม้ที่สามารถเติบโตได้ในสภาพดินที่ไม่ใคร่ดีนักได้


แบร็คเคอร์แร้นท์ (Black Currant)

เป็นผลไม้ที่อยู่ในท้องถิ่นทางยุโรปกลางและยุโรปเหนือ และมีอยู่ทางภาคเหนือของเอเชียด้วย อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากวิตามิน C ที่มีจำนวนมากกว่าส้มถึง 4 เท่า ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพผม สุขภาพผิวหนัง และทำให้ระบบหมุนเวียนของเลือดดีขึ้น


บลูเบอร์รี่ (Blueberry)
"บลูเบอร์รี" มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ (บลูเบอร์รีไม้พุ่มสูงที่ปลูกในเชิงพาณิชย์นั้นถูกนำเข้าสู่ยุโรปในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1930)บว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ประกอบด้วยปริมาณใยอาหารสูง โดยเฉพาะเพคติน ทำหน้าที่ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และฟื้นฟูความจำให้ดีขึ้นในคนชรา


แครนเบอร์รี่ (Cranberry)
แครนเบอร์รี่ จะเติบโตในประเทศเย็นของซีกโลกเหนือ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว ฤดูเก็บเกี่ยวแครนเบอร์รี่จะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงธันวาคม   และมักจะทานแครนเบอร์รี่ในรูปแบบที่ผสมมากับอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ซอส แยม โยเกิร์ต รวมทั้งแครนเบอร์รี่อบแห้งเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีคุณ ประโยชน์ไม่แพ้เบอร์รี่ชนิดอื่น คุณสมบัติทางยาของผลแครนเบอร์รี่ เป็นที่ยอมรับกันมามากกว่า 100 ปีแล้ว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ประกอบด้วย ตัวที่ออกฤทธิ์การขยายหลอดเลือดซึ่งได้นำมาใช้แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ

ประโยชน์ของแครนเบอร์รี่
·       ช่วยบำรุงสายตา
·        ช่วยลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ
·       ช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง
·       ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆในร่างกาย
·       ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสดใสเพราะ แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีอยู่สูงมาก




อัลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)

     เอลเดอร์เบอร์รี่เป็นพืชในตระกูลคาพริโฟเลียซี  (Caprifoliaceae) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sambucus nigra ซึ่งเป็นพืชที่มีความสูงประมาณ 35 ฟุต ดอกมีสีเหลือง-ขาว ส่วนผลมีสีม่วง-ดำ ปลูกมากทางยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่วนของผลนำมาใช้ประโยชน์ในทางยาได้  ถูกนำมาใช้เป็นอาหารหลายอย่าง เช่น พาย ไวน์ และน้ำผลไม้ เป็นต้น  อีกทั้งอัลเดอร์เบอร์รี่เคยถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นยาในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ใช้เป็นยาขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ สมานแผล ยาระบาย และแก้อาเจียน   ประโยชน์
         -
ลดคลอเลสเตอรอล
         -
บำรุงสายตา
         -
เพิ่มระบบภูมคุ้มกัน
         -
ปรับสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น
         -
รักษาโรคเกี่ยวกับอาการ ไอ,ไข้หวัด,ไขหวัดใหญ่,การติดเชื้อจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย สารไบโอฟลาโวนอยด์(bioflavonoids)
    ในผลไม้ดังกล่าวสามารถยับยั้งและทำลายล้างได้ในระดับเซลล์ป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จึงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
    
มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส (Antiviral) ช่วยป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด (Common cold) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) รวมทั้งการติดเชื้อโรคเริมที่ริมฝีปาก (Herpes simplex virus type 1)
    
กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยเพิ่มการสร้างสาร Cytokine ซึ่งมีผลกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว   

ราสเบอร์รี่ (Rasberry)

       ราสพ์เบอร์รี เป็นชื่อเรียกผลไม้หลายชนิดในสกุล Rubus (สกุลเดียวกับแบล็กเบอร์รี) ส่วนใหญ่อยู่ในสกุลย่อย Idaeobatus มีต้นกำเนิดมาจากแถบยุโรป ผลราสพ์เบอร์รีสามารถรับประทานได้ซึ่งมีทั้งรสหวานและเปรี้ยว ผลมีสีแดงขนาดเล็กและยังเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ สามารถเจริญเติบโตได้อย่างกว้างขวางทุกสภาพภูมิอากาศทั่วโลกแต่นิยมปลูกกันในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเช่นยุโรปและอเมริกา ลำต้นและตัวต้นก็มีความแข็งแรงมากสามารถขยายพันธุ์ไปได้เรื่อยๆไม่มีขีดจำกัด ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มันสามารถงอกลำต้นใหม่จากลำต้นเดิมได้และรากของมันจะเจาะลึกลงไปในดิน ส่วนใบก็สามารถนำไปทำยาได้ การเก็บเกี่ยวนิยมเก็บเกี่ยวในช่วงที่ผลสุกงอมโดยให้ดูจากผลจะมีสีเข้มสด (สีแดง, ม่วง, ดำ) ในช่วงนี้ผลจะมีความหวานมากจึงเหมาะสำหรับนำไปรับประทานหรือนำไปทำแยมผลไม้และเหมาะที่จะนำไปทำอาหารอย่างอื่นทั้งของคาวและของหวาน  สุดยอดผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆมากมายแก่ร่างกาย โดยเฉพาะ "สารต้านอนุมูลอิสระ"  ส่วนสารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยให้การหมุนเวียนของโลหิต เป็นปกติ และยังอุดมด้วยวิตามินA , B ช่วยให้ผิวพรรณสดใส สมานแผลต่างๆให้หายเร็วขึ้น
มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย
 สรรพคุณ
    บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และมีคุณค่าต่อผิวมากทีเดียว เพราะอุดมด้วย วิตามินซี ที่ช่วยให้เซลล์ผิวสดใส แข็งแรง ต่อต้านอนุมูลอิสระตัวการที่ทำให้ผิวหมองคล้ำและเกิดริ้วรอยก่อนวัย
  ธาตุโปรแตสเซียม และเส้นใยอาหารสูง มีวิตามินเคหรือไบโอฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด และยังมีแมงกานีส ที่ช่วยการทำงานของปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สารสีแดงในราสเบอร์รี่มีคุณสมบัติช่วยในการหมุนเวียนโลหิต อุดมด้วยวิตามินA และ B ช่วยให้ผิวพรรณสดใสและสมานผิว


สตรอว์เบอร์รี่ (Strawberry)

ถือเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง รวมไปถึงวิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และแคลเซียม สำหรับวิตามินซีและวิตามินเอนั้นเป็นสารสำคัญที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ สตรอเบอร์รี่จึงเป็นผลไม้ที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าผลไม้อื่นๆ อย่างส้ม องุ่นแดง กีวี กล้วยหอม และมะเขือเทศ 

สรรพคุณ / ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

- ดูแลสายตา
ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระและการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้นดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย
- ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์
เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลวบริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไปเพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสรรพคุณล้างพิษของสตรอเบอร์รี่

- กำราบโรคมะเร็ง

กินสตรอเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็งและเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ที่มีอยู่มากมายในสตรอเบอร์รี่ค่ะ
- ส่งเสริมการทำงานของสมอง
ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืมเพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอเบอร์รี่ช่วยได้เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาทแถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีก ด้วย
- ลดความดันโลหิต
หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ
- ปราบโรคหัวใจ
ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมายจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอเบอร์รี่จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย


โกจิเบอร์รี่ (Goji Bery)
   "ผลโกจิเบอร์รี่" เป็นผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบเทือกเขาหิมาลัย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคุณไม่เคยได้ยินชื่อของโกจิเบอร์รี่มาก่อน เพราะถึงแม้ว่าผลไม้ดังกล่าวจะเป็นยาโบราณที่สําคัญ ที่ใช้ในประเทศเอเชียมาหลายชั่วอายุคนก็ตาม แต่ความลับด้านประโยชน์ทางโภชนาการของผลดังกล่าว ยังคงเป็นความลับที่ชาวโลกส่วนมากยังไม่ทราบ
ประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด และธาตุอาหาร 21 ชนิด มีโปรตีนมากกว่าโฮลวีท ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของโกจิเบอร์รี่ ช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการวิจัยพบว่าร้อยละ 85 ของผู้หญิง เชื่อว่าปัญหาผิวสามารถชะลอ และป้องกันได้ด้วยผลไม้ชนิดนี้ประโยชน์ที่กล่าวมามากมายขนาดนี้

สรรพคุณ และ ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่  ได้แก่

1. ประกอบด้วยกรดอะมิโน 19 ชนิด (ปกติมี 20 ชนิด) แต่มีกรดอะมิโนครบทั้ง 9 ชนิด

2. มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องกายในปริมาณน้อย รวม 21 ชนิด ที่สำคัญได้แก่ สังกะสี เหล็ก ทองแดง แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ซิลีเนียม และเจอร์มาเนียม ฯลฯ

3. มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม 500 เท่า (เป็นพืชที่มีวิตามินิซีสูงเป็นอันดับสอง รองจาก คามู คามูเบอร์รี่)

4. มีวิตามิน บี1 บี2 บี6 และวิตามินอี

5.  มีสารโพลี่แซคคาไรด์ 4 ชนิด : LBP-1, LBP-2, LBP-3, LBP-4

- ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุลดี
- ช่วยปรับความดันโลหิตให้ปกติ







วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คุณลัดดาวรรณ หลวงอาจ

อดีตเด็กบ้านนอกสู้ชีวิตตั้งแต่เด็กที่มุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงมาเป็นสาวโรงงาน ปัจจุบันเธอมีอาชีพการงานที่มีเกียรติ คือ ผู้พิพากษา 


พบกับ คุณลัดดาวรรณ หลวงอาจ เรื่องราวของเธอคนนี้ถูกโพสต์ในโลกออนไลน์และสร้างแรงบันดาลใจดีๆให้กับหลายคน อดีตเด็กบ้านนอกสู้ชีวิตตั้งแต่เด็กที่มุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงมาเป็นสาวโรงงาน ปัจจุบันเธอมีอาชีพการงานที่มีเกียรติ คือ ผู้พิพากษา
       “จบ ป.6 พ่อแม่ก็ไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ เลยหยุดเรียนและออกมาช่วยพ่อแม่ทำไรทำนา แต่ด้วยความที่ถูกเลี้ยงมาแบบทะนุถนอมจึงโตมาแบบทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง จนคนรอบข้างต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าไม่มีพ่อแม่ ยายแล้ว ชีวิตจะอยู่อย่างไร ซึงตอนนั้นมีความคิดแค่ว่า ไม่ชอบการทำไร่ทำนาเพราะมันเหนื่อย อยากเรียนหนังสือสูงๆ ทำงานดีๆ ส่งเงินให้พ่อแม่ จบ ม.3 ตอนนั้นอายุ 15 ปี จึงขอพ่อแม่ เข้ากรุงเทพเพื่อหางานทำและหาที่เรียนต่อ งานแรกไปทำงานที่โรงงานปลาทูน่ากระป๋อง จากนั้นย้ายไปทำงานโรงงานทอผ้า ทำได้ 6 เดือน ย้ายไปทำงานที่โรงงานผลไม้กระป๋อง ระหว่างที่ทำงานโรงเรียน ก็ได้เรียน กศน.จนจบ ม.6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกท้อมากที่สุดเพราะวุฒิ ม.6 ไม่รู้จะไปสมัครอะไรได้ จึงอยากเรียนต่อเลย หางานทำคราวนี้ทำงานก่อสร้างแต่ทำได้ไม่นานเพราะเหนื่อยมาก สุดท้ายมาลงเอยทำงานโรงงานทำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์"
         "จนกระทั่งได้มาทำที่โรงงานทำเครื่องแฟกซ์ และด้วยความมีวันหยุดเยอะเลยคิดหาที่เรียนจึงไปสมัครที่ ม.รามฯ คณะนิติศาสตร์ ที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะวิชาพื้นฐานน้อยดี วิชาหลักก็ไม่มีสอนในชั้นมัธยม มาเริ่มต้นพร้อมกัน คิดว่าตัวเองคงพอเรียนได้ เรียนปี 2 วิชาเรียนเริ่มยากขึ้น ตัดสินใจลาออกจากงานโรงงานมาทำงานร้านสะดวกซื้อใกล้กับมหาวิทยาลัยและทำเรื่องกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ใช้เวลาสามปีก็จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่เนติฯ อีกหนึ่งปี ความฝันอยากเป็นผู้พิพากษา เริ่มตอนที่มีโอกาสไปฟังบรรยาย อาจารย์ส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษามาสอน เขาก็จะบอกว่า เวลาเป็นผู้พิพากษาจะไม่มีเส้นสาย การเข้าสู่ตำแหน่ง การเลื่อนตำแหน่งจะเป็นไปตามอาวุโส ไม่มีการแซงกัน ไม่มีระบบข้ามขั้น ที่สำคัญคือผู้พิพากษาจะต้องเก็บตัว อยู่บ้าน ไม่พูดคุยกับใคร ฟังแล้วก็รู้สึกว่านี่ใช่ตัวเราเลย เพราะเป็นคนไม่ชอบคุยกับคนแปลกหน้า ตั้งแต่นั้นเลยคิดอยากจะสอบเป็นผู้พิพากษาให้ได้"
        คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้และเติบโตขึ้น ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจอยู่กับปัจจุบัน การมีเป้าหมายชัดเจน และหาวิธีการเดินไปสู่จุดหมายนั้น ระหว่างทางอาจไม่เป็นไปตามที่หวังก็จะบอกกับตัวเองว่ามันต้องมีวิธีการอื่นที่ให้เราเดินไปสู่ความสำเร็จได้ ทุกเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือร้ายก็สามารถเป็นครูสอนเราได้ สิ่งที่ดีเราก็ดูไว้เป็นตัวอย่างที่ควรทำตาม สิ่งที่ไม่ดีเราก็ดูไว้เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรทำตาม เลือกหาวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง หาตัวเองให้เจอ แทนการเลือกโทษโชคชะตาฟ้าดิน พ่อแม่ คนรอบข้าง






วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

เมย์ รัชนก

เมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันแชมป์โลก คนแรกของไทย





           นาทีนี้ วงการกีฬาไทยหลายคนคงจับตามอง "เมย์ รัชนก อินทนนท์" เจ้าของดีกรีแชมป์โลก 1 สมัย เป็นจุดเดียว หลังจากสร้างผลงานหักปากกาเซียนแบดมินตันทั่วโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ว่าแล้วเราไปทำความรู้จัก น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ กันแบบเต็ม ๆ เลย


           พี่เมย์ รัชนก อินทนนท์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 เป็นคนร้อยเอ็ดโดยกำเนิด โดย พี่เมย์ รัชนก อินทนนท์ เป็นลูกสาวของคุณพ่อวินัสชัย อินทนนท์ และคุณแม่คำผัน สุวรรณศาลา ปัจจุบัน น้องเมย์ รัชนก สังกัดโรงเรียนกีฬาแบดมินตันบ้านทองหยอด 



          เส้นทางสู้กีฬาแบดมินตันของพี่เมย์ รัชนก เริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเพียง 5 ขวบ และเมื่ออายุ 7 ขวบ พี่เมย์ ก็ได้ลงแข่งขันแบดมินตันไปครั้งแรก แม้จะแพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่น้องเมย์ก็ฝึกฝนเรื่อยมา จนมาคว้าแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในการแข่งขัน "อุดรธานีโอเพ่น" และจากนั้นเธอก็ครองแชมป์ในการแข่งขันมาโดยตลอด 

           ต้องยอมรับว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่เมย์ ได้พัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งพัฒนาการเล่นให้เหนียวแน่นขึ้น ประกอบกับเป็นคนใจสู้ อยู่ในระเบียบวินัย ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก จนทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พี่เมย์สร้างชื่อเสียงให้กับวงการลูกขนไก่ไทยอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นนักกีฬาสำคัญของทีมชาติไทยเคียงข้างนักแบดมินตันรุ่นพี่คนอื่น ๆ 



อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพี่เมย์จะอายุเพียง 17 ปีในขณะนั้น แต่ความสา
มารถของเธอไม่ได้น้อยตามอายุเลย เพราะสาวน้อยมหัศจรรย์คนนี้ครองแชมเปี้ยนแบดมินตันเยาวชนโลกถึง 3 สมัยซ้อน ซึ่งถือเป็นคนแรกของโลกที่สร้างประวัติศาสตร์ครองแชมป์เยาวชนโลกได้ 3 สมัยซ้อน หลังจากนั้นมา ชื่อเสียงของเธอก็เป็นที่รู้จักในวงการแบดมินตันโลก จนในปี พ.ศ.2552 ทางสหพันธ์แบดมินตันโลกก็มอบรางวัลนักแบดมินตันดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีให้กับน้องเมย์ และทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เส้นทางบนถนนนักตบลูกขนไก่ของน้องเมย์ยังอีกยาวไกลแน่นอน

           ส่วนในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 26 ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย น้องเมย์ก็ไม่ทำให้แฟน ๆ ผิดหวัง เมื่อรวมพลังกับทีมแบดมินตันหญิงไทยช่วยกันปราบคู่ต่อสู้จากอินโดนีเซีย คว้าเหรียญทองแบดมินตันประเภททีมหญิงมาครองได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นการคว้าเหรียญทองในประเภทนี้มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี สร้างความดีใจให้แฟน ๆ แบดมินตันชาวไทยเป็นอย่างมาก



          และนอกจากฝีมือที่ยอดเยี่ยมแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่แฟน ๆ กีฬาชาวไทยชื่นชมน้องเมย์เป็นอย่างมากก็คือ การมีสัมมาคารวะ เพราะทุกครั้งที่น้องเมย์ลงทำการแข่งขัน เธอจะไหว้ทุกคนรอบสนาม ทั้งผู้ชม กรรมการ คู่ต่อสู้ แม้กระทั่งพนักงานที่คอยเช็ดพื้นสนามแบดมินตัน กลายเป็นภาพความประทับใจที่ตรึงเข้าไปในจิตใจของผู้ที่พบเห็น และทำให้ทุกคนหลงรัก และเอ็นดูเด็กสาวคนนี้ไปโดยทันที  



                                      ข้อมูลอ้างอิง http://hilight.kapook.com/view/64790